วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2552
X.25
เป็น Protocol ส่งผ่าน packet switch เชื่อมต่อ DCE and DTE ใช้กับ LAN and WAN
- Physical พุดถึงการเชื่อมต่ออุปกรณ์
- Link level = Data Link เกี่ยวข้องกับการส่งข้อมูลแต่ละ Frame จะมีตัวควบคุม error
- Packet Level = Network Layer เส้นทางในการเชื่อมต่อเครือข่าย
ครือขาย X.25 แพ็กเจสวิตช (X.25 Packet Switched Network)
เครือขาย X.25 แพ็กเจสวิตช หรือเรียกสั้นๆ วา เครือขาย X.25 เปนเครือขายสาธารณะประเภท WAN
(Wide Area Network) สําหรับการสงขอมูลดิจิตอลทางไกล มีความสามารถในการตรวจสอบและแกไขขอมูลได
เครือขาย X.25 เปนเครือขายการสงขอมูลดิจิตอลสาธารณะที่ไดรบความนิยมมาก หลักในการสงขอมูลจะใชหลัก
ั
การเดียวกับการสงขอมูลผานเครือขายแพ็กเกจสวิตช
ขอมูลทั้งหมดที่ตองการจะสงใหแกอุปกรณคอมพิวเตอรปลายทางที่อยูไกลออกไป จะถูกแบงออกเปน
บล็อกขอมูลขนาดเล็กเรียกวา แพ็กเกจ แตละแพ็กเกจจะประกอบดวยสวนหัวซึงจะบอกขาวสารตางๆ เกี่ยวกับ
่
ขอมูลรวมทั้งตําแหนงของปลายทางของขอมูล เครือขายจะทําการสงขอมูลแบบซิงโครนัสดวยโปรโตคอลควบ
คุมการจัดการขอมูล และเสนทางของขอมูลซึ่งเปนโปรโตคอลแบบซิงโครนัส เชน SDLC หรือ HDLC เปนตน
ขอมูลจะถูกสงผานเครือขายดวยความเร็วสูง และสามารถไปถึงปลายทางไดในเวลาไมถึง 1 วินาที แตละโหนด
ที่ขอมูลถูกสงผานเขาไปจะเปน Store – and – Forward เพื่อกักเก็บขอมูลไวตรวจสอบ และแกไขขอมูลที่ผิด
พลาดทําใหโหนดปลายทางสามารถมั่นใจไดวาขอมูลที่ไดรับมาถูกตองเปนลําดับเชนเดียวกับที่ออกมาจากตน
ทาง
การติดตอสื่อสารขอมูลในเครือขาย X.25 จะถูกกําหนดใหเปนไปตามมาตรฐาน CCITT Recommendation
X.25 เพื่อใหบริษัทผูใหบริการสื่อสารขอมูลตางๆ ยึดถือเปนมาตรฐานเดียวกันในการสง – รับขอมูลผานเครือขาย
ทําใหเครือขาย X.25 ไดรบความนิยมแพรหลาย
ั
องคประกอบที่สาคัญของเครือขาย X.25 แพ็กเกจสวิตช ไดแก
ํ
1. สถานีแพ็กเกจสวิตชหรือโหนด เพื่อเก็บกักและสงตอขอมูล รวมทั้งตรวจสอบความผิดพลาดของ
ขอมูล
2. อุปกรณแยกหรือรวมแพ็กเกจ (X.25 PAD) เพื่อแยกขอมูลออกเปนแพ็กเกจ หรือรวมแพกเกจขอมูล
รวมทั้งทําหนาที่เปนคอนเวอรเตอร (Converter) คือ จัดการเปลี่ยนแปลงโปรโตคอลของขอมูลที่ตาง
ชนิดกันใหเปนโปรโตคอลชนิดเดียวกัน เพื่อใหสามารถติดตอสื่อสารกันได
3. ศูนยกลางควบคุมแพกเกจ (NCC) หรือ Network Packet Control Center เปนศูนยกลางซึ่งทําหนาที่
ควบคุมการทํางานของแพ็กเกจสวิตชของเครือขาย ซึ่งไดแกบริษัทผูใหบริการการสื่อสารขอมูลชนิด
นี้
4. แพ็กเกจคอนเซนเตรเตอร ทําหนาที่เปนมัลติเพล็กซ และดีมลติเพล็กซสัญญาณของแพ็กเกจขอมูลที่
ั
มาจากแหลงตนทางใหผานรวมกันไปในสายเดียวกันรวมทั้งยังสามารถตรวจสอบความผิดพลาด
ของขอมูล และจัดการแปลงโปรโตคอลของขอมูลใหเปนแบบเดียวกันไดอีกดวย
5. โปรโตคอล X.25 เปนโปรโตคอลที่ใชในการติดตอสือสารขอมูลภายในเครือขาย X.25 การทํางาน
่
ของโปรโตคอล X.25 จะทําการติดตอสื่อสารอยูใน 3 เลเยอรลางสุดของสถาปตยกรรมรูปแบบ
OSI การติดตอสื่อสารเหนือเลเยอรชั้น Network จะเปนหนาที่ของโปรแกรมซอฟตแวรการสื่อสาร
ระหวาง Application – to – Application หรือ User to Application
โปรโตคอลเครือขาย X.25 จะใชการสงขอมูลแบบซิงโครนัสชนิด HDLC (High-Level Data Link
Control) ในเฟรมของ HDLC จะใช CRC-16 (Cyclic Redundan Check) เปนเทคนิคในการตรวจสอบ และแกไข
ความผิดพลาดของขอมูล สวนหัวและสวนทายของเฟรมจะบงบอกขาวสารเกี่ยวกับขอมูลรวมทั้งเสนทางการสง
ขอมูลผานเครือขายดวย เฟรมสงขอมูล HDLC ของเครือขาย X.25
เครือขาย X.25 นอกจากจะใชมาตรฐาน CCITT X.25 กําหนดวิธีการติดตอสื่อสารขอมูลภายในเครือ
ขาย X.25 แลว ยังมีมาตรฐานอื่นที่สําคัญที่เกี่ยวของกับเครือขาย X.25 อีก เชน CCITT X.3 , CCITT X.28 และ
CCITT X.29
CCITT X.3
เปนมาตรฐานกําหนดฟงกชนหนาที่การทํางานของ X.25 PAD และพารามิเตอรตางๆ ที่ใชในการควบ
ั
คุมการทํางานของ X.25 PAD เนื่องจาก X.25 PAD ถือเปนดานแรกที่จะติดตอกับระบบตางๆ นอกเครือขาย
X.25 ซึ่งเทอรมินัลที่ตอเขากับ X.25 PAD หรือแอปพลิเคชันของเทอรมินลที่รันผาน X.25 PAD อาจจะตาง
ั
แบบตางชนิดกัน ดังนัน X.25 PAD จึงตองมีพารามิเตอรมากพอ (12 พารามิเตอร) ที่จะรองรับความหลากหลาย
้
ของระบบภายนอกเครือขายดวย
CCITT X.28
เปนมาตรฐานการติดตอกันระหวางเทอรมนัลกับ X.25 PAD โดยปกติแลวมาตรฐาน X.28 จะกําหนด
ิ
รหัสการติดตอกับรหัสแอสกี (ASCII Code) ซึ่งประกอบดวยบิตขอมูล 7 บิต ตอ 1 อักขระขอมูล และบิตที่ 8
เปนพาริตี้บิตสําหรับการตรวจสอบความผิดพลาดของขอมูล และเชนเดียวกันอักขระควบคุมก็ใชรหัสแอสกี นอก
จากนี้ X.28 ยังสามารถกําหนดสัญญาณ Break Signal สําหรับการขัดจังหวะ (Interrupt) หรือหยุดการสื่อสาร
ขอมูล หรือแอปพลิเคชัน โดยเทอรมินัลจะเปนผูสงสัญญาณนั่นเอง
CCITT X.29
เปนมาตรฐานกําหนดการติดตอระหวางโฮสตคอมพิวเตอรกับ X.25 PAD คือ นอกจากโฮสตจะสามารถ
สง – รับขอมูลผาน X.25 PAD ไปยังเทอรมนลที่อยูไกลออกไปแลว X.29 ยังกําหนดใหโฮสตสามารถมีคาสั่ง
ิ ั ํ
ควบคุม (Control Command) ในการเปลี่ยนลักษณะการทํางานของ X.25 PAD ไดอีกดวย เพื่อความสะดวกใน
การติดตอกับเทอรมินัล
โปรโตคอล X.25
โปรโตคอล X.25 เปนโปรโตคอลแบบบิตขอมูล (Bit-Oriented) ซึ่งกําหนดมาตราฐานโดยองคกร
CCITT (Consulative Committee in International Telegraphy and Telephony) ซึ่งใชกันแพร หลายทั้งในยุโรป
และอเมริกาเหนือ การทํางานของโปรโตคอล X.25 จะอยูในเลเยอร 3 ชั้นลางของรูปแบบ OSI เทานั้น บางครั้งเรา
เรียกโปรโตคอล X.25 วา "แพ็กเกจเลเยอรโปรโตคอล" (Packet Layer Protocol) เพราะมักใชเครือขายแพ็กเกจ
สวิตช
โปรโตคอล X.25 ใชติดตอระหวางเครื่องโฮสต หรือ DTE (Data Terminal Equipment) กับสถานีนําสง
หรือ DCE (Data Communication Equipment) สําหรับในการอินเตอรเฟซกับเลเยอรชั้นลางสุด (Physical Layer)
โปรโตคอล X.25 ยังตองอาศัยโปรโตคอล X.21 หรือ X.21 bis ชวยในการติดตอกับ การอินเตอรเฟซแบบดิจิตอล
และอินเตอรเฟซแบบอนาล็อกตามลําดับ
เฟรมขอมูลของโปรโตคอล X.25 นั้นจะแบงออกเปนเฟรม ๆ เรียกวาแพ็กเกตเชนเดียวกับเฟรมขอมูล
ของโปรโตคอล SDLC ในการสื่อสารขอมูลกันระหวาง DTE และ DCE ในเลเยอรชั้นที่ 2 นั้น สามารถ สื่อสาร
กันโดยผานทางสายโทรศัพทได
สําหรับในการสื่อสารขอมูลในเลเยอรชั้นที่ 3 เลเยอร Network หรือบางทีเรียกวา "เลเยอร Packet" จะมี
ลักษณะการสื่อสารที่เรียกวา วงจรเสมือน (Virtual Circuit) ซึ่งมีลักษณะการติดตอสื่อสารอยู 3 ขั้นตอนคือ
1. การกําหนดวงจรสื่อสาร (Establish) เริ่มตนจาก DTE ตนทางสงสัญญาณขอติดตอขอมูลกับ DTE
ปลายทาง เมื่อทาง DTE ปลายทางตอบรับการติดตอวาพรอม ก็เปนอันวาวงจรการสื่อสารไดเริ่มตนขึ้น แลว
2. การสง - รับขอมูล (Transmit) เปนการรับ - สงแลกเปลี่ยนขอมูลซึ่งกันและกันระหวาง DTE ทั้ง 2 ดาน
ขอมูลจะถูกสงเปนแพ็กเกจ ๆ ผานเครือขายแพ็กเกจสวิตช
3. การยุติการสื่อสาร (Disconnect) DTE ตนทางจะสงสัญญาณบอกยุติการสื่อสารตอ DTE ปลายทาง
โดยตองรอให DTE ปลายทางยืนยันการยุตการสื่อสารกลับมาดวย
ิ
โปรโตคอล X.25 สามารถใชไดกบอุปกรณสื่อสารขอมูลทั่วไป ที่ผลิตจากบริษัทตางกัน และยัง
ั
สามารถใชไดกบเครือขายการสื่อสารที่มีสถาปตยกรรมตางกันไดอกหลายแบบดวย
วันจันทร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับลิขสิทธิ์หรือสิทธิบัตร
ลิขสิทธิ์ คือการคุ้มครองทางกฎหมายที่ให้แก่การผลิตผลงานต้นฉบับในสหรัฐอเมริกา ลิขสิทธิ์คุ้มครองหนังสือ ภาพวาด รูปถ่าย ดนตรี วีดีโอ ซอฟต์แวร์ และอื่นๆ ลิขสิทธิ์จะอยู่ติดกับผลงานตั้งแต่ผลงานนั้นอยู่ในรูปที่จับต้องได้ (บนกระดาษ วีดีโอ และอื่น ๆ) และป้องกันคนอื่นเอาไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต
ลิขสิทธิ์เป็นสิทธิต่าง ๆ ที่อยู่ด้วยกัน
ลิขสิทธิ์ เป็นสิทธิต่าง ๆ ที่อยู่ด้วยกัน รวมไปถึงสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการจัดจำหน่าย ขาย ทำซ้ำ แสดงในที่สาธารณะและสร้างผลงานที่พัฒนามาจากผลงานเดิม ลิขสิทธิ์สำหรับผลงานใหม่มีระยะเวลา 70 ปี ขึ้นอยู่กับว่าคนทำเป็นบุคคลหรือบริษัท ระยะเวลาของลิขสิทธิ์ของผลงานเก่า ๆ นั้นยากแก่การตรวจสอบ จริง ๆ แล้วผลงานเก่าไม่ได้แปลว่าลิขสิทธิ์หมดอายุแล้วเสมอไป เจ้าของลิขสิทธิ์มีสิทธิที่จะขาย ย้าย ให้ หรือให้อนุญาตสิทธิที่มีแต่เพียงผู้เดียวอันใดอันหนึ่ง หรือทั้งหมดให้กับคนอื่น จนกระทั่งหมดระยะเวลาการคุ้มครอง
การจดลิขสิทธิ์และการทำเครื่องหมาย
ใน สหรัฐอเมริกา คุณไม่ต้องจดลิขสิทธิ์เพื่อจะได้รับผลประโยชน์จากการคุ้มครองลิขสิทธิ์ แต่คุณอาจต้องจดลิขสิทธิ์ถ้าต้องการฟ้องร้องเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ของคุณ คุณไม่จำเป็นต้องใส่เครื่องหมาย © บนผลงานของคุณ แต่ก็เป็นความคิดที่ดี การที่ไม่มีเครื่องหมาย © ไม่ได้หมายความว่าคุณสามารถลอกผลงานไปใช้ได้ ก่อนได้รับอนุญาต
การขายผลงานที่มีลิขสิทธิ์
ภาย ใต้กฎหมายลิขสิทธิ์ เจ้าของสินค้าที่มีลิขสิทธิ์ สามารถขายสินค้าชิ้นนั้นได้ เช่น ถ้าคุณซื้อดีวีดีภาพยนตร์ คุณสามารถขายดีวีดีแผ่นนั้นได้ การคุ้มครองลิขสิทธิ์ป้องกันคุณไม่ให้ไปก๊อปปี้ดีวีดีภาพยนตร์แล้วนำแผ่นที่ ก็อปปี้ไปขายต่อ ถ้าคุณได้ซื้อใบอนุญาตสิทธิในการใช้สินค้าที่มีลิขสิทธิ์ คุณควรตรวจสอบใบอนุญาต และปรึกษาทนายของคุณเพื่อดูว่าคุณสามารถขายได้หรือไม่
การขายกับการให้ฟรี
การ คุ้มครองลิขสิทธิ์รวมไปถึงสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการจัดจำหน่ายผลงาน ลิขสิทธิ์ นั่นหมายความว่าการให้ผลงานลิขสิทธิ์ที่ก็อปปี้ขึ้นมาโดยไม่ได้รับอนุญาตฟรี ๆ (เช่นวีดีโอที่ก็อปปี้มา) ดังนั้นการขายดินสอที่ราคา $5.00 และ "แถม" ดีวีดีที่ก็อปปี้มาโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นการผิดกฎหมาย
สิทธิในการเปิดเผยต่อสาธารณะ
ใน ทำนองเดียวกัน การใส่หน้าของใครบางคน รูป ชื่อ หรือลายเซ็นลงในสินค้าที่ขายนั้น เป็นสิ่งต้องห้ามโดยกฎหมาย “Right of Publicity” ของรัฐแคลิฟอร์เนีย และกฎหมายที่เกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวบางอย่าง ดังนั้นการใช้ภาพของคนดังเพื่อการค้า อาจเป็นการละเมิดสิทธิของคนดังคนนั้นถึงแม้ว่าภาพนั้นถ่ายโดยผู้ขายและผู้ ขายเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ก็ตาม
เบิร์นคอนเวนชั่น?
เบิร์น คอนเวนชั่นไม่ได้เป็นกฎหมายของสหรัฐอเมริกา และไม่ได้หมายถึงว่าสามารถทำสิ่งต่าง ๆ ที่ฝ่าฝืน กฎหมายลิขสิทธิ์ของสหรัฐอเมริกา ได้ เบิร์นคอนเวนชั่นเป็นสนธิสัญญาสากลที่สหรัฐอเมริกาเซ็นในปี 1989 โดยการเซ็นสนธิสัญญานี้ สหรัฐอเมริกาให้คำมั่นสัญญาว่าจะแก้ไขกฎหมายลิขสิทธิ์บางอย่างของตัวเอง
* ข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้มีไว้เพื่อเป็นการแนะนำทางกฎหมาย ถ้าคุณมีข้อสงสัยว่าจะขายสินค้าบนอีเบย์ได้หรือไม่ เราแนะนำให้คุณติดต่อเจ้าของลิขสิทธิ์ หรือปรึกษาทนายความของคุณ
การฝ่าฝืนนโยบายอาจจะเกิดผลตามมาได้หลายอย่างรวมไปถึง
การยกเลิกรายการประกาศขายของคุณ
การจำกัดสิทธิการใช้งานแอคเคานต์ของคุณ
การระงับใช้งานแอคเคานต์
ยึดค่าธรรมเนียมรายการประกาศขายที่ถูกยกเลิก
สูญเสียสถานะ PowerSeller
คำสั่งพื้นฐานในระบบปฏิบัติการ Linux/Unix
เป็นคำสั่งที่เปลี่ยน host ที่ใช้อยู่ไปยัง host อื่น (ใน Windows 95 ก็มี)
รูปแบบ $ telnet hostname
เช่น c:> telnet student.rit.ac.th เปลี่ยนไปใช้ host ชื่อ student.rit.ac.th
$ telnet 202.44.130.165 เปลี่ยนไปใช้ host ที่มี IP = 202.44.130.165
$ telnet 0 telnet เข้า host ที่ใช้อยู่นะขณะนั้น
เมื่อเข้าไปได้แล้วก็จะต้องใส่ login และ password และเข้าสู่ระบบยูนิกส์นั้นเอง
คำสั่ง ftp
ftp เป็นคำสั่งที่ใช้ถ่ายโอนไฟล์ข้อมูลจากที่หนึ่ง ไปยังอีกที่หนึ่ง โดยการติดต่อกับ host ที่เป็น ftp นั้นจะต้องมี user name และมี password ที่สร้างขึ้นไว้แล้ว แต่ก็มี ftp host ที่เป็น public อยู่ไม่น้อยเช่นกัน ดังนั้นจะมี user name ที่เป็น publicเช่นกัน คือ user ที่ชื่อว่า anonymous ส่วน password ของ user anonymous นี้จะใช้เป็น E-mail ของผู้ที่จะ connect เข้าไปและโปรแกรมส่วนใหญ่ก็จะอยู่ใน directory ชื่อ pub
รูปแบบ $ ftp hostname
เช่น c:windows> ftp wihok.itgo.com
$ ftp ftp.nectec.or.th
คำสั่ง ftp จะมีคำสั่งย่อยที่สำคัญๆ ได้แก่
ftp> help ใช้เมื่อต้องการดูคำสั่งที่มีอยู่ใในคำสั่ง ftp
ftp> open hostname ใช้เมื่อต้องการ connect ไปยัง host ที่ต้องการ
ftp> close ใช้เมื่อต้องการ disconnect ออกจาก host ที่ใช้งานอยู่
ftp> bye หรือ quit ใช้เมื่อต้องการออกจากคำสั่ง ftp
ftp> ls หรีอ dir ใช้แสดงชื่อไฟล์ที่มีอยู่ใน current directory ของ host นั้น
ftp> get ใช้โอนไฟล์ทีละไฟล์จาก host ปลายทางมายัง localhost หรือเครื่องของเรานั้นเอง
ftp> mget ใช้โอนไฟล์ทีละหลายๆไฟล์จาก host ปลายทางมายัง localhost
ftp> put ใช้โอนไฟล์ทีละไฟล์จาก localhost ไปเก็บยัง host ปลายทาง
ftp> mput ใช้โอนไฟล์ทีละหลายๆไฟล์จาก localhost ไปเก็บยัง host ปลายทาง
ftp> cd ใช้เปลี่ยน directory
ftp> delete และ mdelete ใช้ลบไฟล์
คำสั่ง lsมีค่าเหมือนกับ คำสั่ง dir ของ dos
รูปแบบ $ ls [-option] [file]
option ที่สำคัญ
l แสดงแบบไฟล์ละบรรทัด แสดง permission , เจ้าของไฟล์ , ชนิด , ขนาด , เวลาที่สร้าง
a แสดงไฟล์ที่ซ่อนไว้ ( dir /ah)
p แสดงไฟล์โดยมี / ต่อท้าย directory
F แสดงไฟล์โดยมีสัญญลักษณ์ชนิดของไฟล์ต่อท้ายไฟล์คือ
/ = directory
* = execute file
@ = link file
ld แสดงเฉพาะ directory (dir /ad)
R แสดงไฟล์ที่อยู่ใน directory ด้วย (dir /s)
เช่น
$ ls
$ ls -la
คำสั่ง moreแสดงข้อมูลทีละหน้าจอ อาจใช้ร่วมกับเครื่องหมาย pipe line ( | ) หากต้องการดูหน้าถัดไปกด space ดูบรรทัดถัดไปกด Enter เช่น
$ ls -la | more
$ more filename
คำสั่ง catมีค่าเหมือนกับ คำสั่ง type ของ dos ใช้ดูข้อมูลในไฟล์ เช่น
$ cat filename
คำสั่ง clearมีค่าเหมือนกับ คำสั่ง cls ของ dos ใช้ลบหน้าจอ terminal ให้ว่าง
$ clear
คำสั่ง dateใช้แสดง วันที่ และ เวลา
$ date 17 May 1999
คำสั่ง cal ใช้แสดง ปฏิทินของระบบ
รูปแบบ $ cal month year เช่น
$ cal 07 1999
คำสั่ง lognameคำสั่งแสดงชื่อผู้ใช้ขณะใช้งาน
$ logname
คำสั่ง id ใช้แสดงชื่อและกลุ่มมของผู้ใช้งาน
$ id
คำสั่ง tty แสดงหมายเลข terminal ที่ใช้งานอยู่
$ tty
คำสั่ง hostnameคำสั่งแสดงชื่อเครื่องที่ใช้อยู่
$ hostname
คำสั่ง uname
คำสั่งแสดง ชื่อและรุ่นของ OS ชื่อและรุ่นของ cpu ชื่อเครื่อง
$ uname -a
คำสั่ง history
คำสั่งที่ใช้ดูคำสั่งที่ใช้ไปแล้วก่อนหน้านี้
$ history
เวลาเรียกใช้ต้องมี ! แล้วตามด้วยหมายเลขคำสั่งที่ต้องการ
คำสั่ง echo และ banner
$ echo "Hello" ใช้แสดงข้อความ "Hello" ขนาดปกติ
$ banner "Hello" ใช้แสดงข้อความ "Hello" ขนาดใหญ่
คำสั่ง who , w และ fingerใช้แสดงว่าใครใช้งานอยู่บ้างขณะนั้น
$ who
$ w
$ finger ดูผู้ใช้ที่ host เดียวกัน
$ finger @daidy.bu..ac.th ดูผู้ใช้โดยระบุ Host ที่จะดู
$ finger wihok ดูผู้ใช้โดยระบุคนที่จะดูลงไป
$ who am i แสดงชื่อผู้ใช้ เวลาที่เข้าใช้งาน และ หมายเลขเครื่อง
$ whoami เหมือนกับคำสั่ง logname
คำสั่ง pwd แสดง directory ที่เราอยู่ปัจจุบัน
$ pwd
คำสั่ง mkdirใช้สร้าง directory เทียบเท่า MD ใน DOS
$ mkdir dir_name
คำสั่ง cp
ใช้ copy ไฟล์หนึ่ง ไปยังอกไฟล์หนึ่ง
รูปแบบ $ cp [-irfp] file_source file_target
option -i หากมีการทับข้อมูลเดิมจะรอถามก่อนที่จะทับ
option -r copy ไฟล์ทั้งหมดรวมทั้ง directory ด้วย
option -f ไม่แสดงข้อความความผิดพลาดออกหน้าจอ
option -p ยืนยันเวลาและความเป็นเจ้าของเดิม
$ cp file_test /tmp/file_test
คำสั่ง mvใช้ move หรือเปลี่ยนชื่อไฟล์
รูปแบบ $ mv [-if] file_source file_target
ความหมายของ option เช่นเดียวกับ cp
$ mv index.html main.html เปลี่ยนชื่อไฟล์ index.html เป็น main.html
คำสั่ง rmใช้ลบไฟล์หรือ directory โดยที่ยังมีข้อมูลภายในเทียบเท่า del และ deltree ของ dos
รูปแบบ $ rm [-irf] filename
$ rm -r dir_name ลบ dir_name โดยที่ dir_name เป็น directory ว่างหรือไม่ว่างก็ได้
$ rm -i * ลบทุกไฟล์โดยรอถามตอบ
คำสั่ง rmdirใช้ลบ directory ที่ว่าง เทียบเท่ากับ rd ของ Dos
$ rmdir dir_name
คำสั่ง aliasใช้ย่อคำสั่งให้สั้นลง
$ alias l = ls -l
$ alias c = clear
คำสั่ง unaliasใช้ยกเลิก alias เช่น
$ unalias c
คำสั่ง type
ใช้ตรวจสอบว่าคำสั่งที่ใช้เก็บอยู่ที่ใดของระบบ
รูปแบบ $ type command
$ type clear
คำสั่ง findใช้ค้นหาไฟล์ที่ต้องการ เช่น
$ find /usr/bin -name "*sh" -print หาไฟล์ที่ลงท้ายด้วย sh จาก /usr/bin
คำสั่ง grep
ใช้คนหาข้อความที่ต้องการจากไฟล์
$ grep ข้อความ file
คำสั่ง man
man เป็นคำสั่งที่เป็นคู่มือการใช้คำสั่งแต่ละคำสั่งเช่น
$ man ls
$ man cp
คำสั่ง write ใช้ส่งข้อความไปปรากฎที่หน้าจอของเครื่องที่ระบุในคำสั่งไม่สามารถใช้ข้าม host ได้
เช่น $ write s0460003
คำสั่ง mesg
$ mesg ดู status การรับการติดต่อของ terminal
$ mesg y เปิดให้ terminal สามารถรับการติดต่อได้
$ mesg n ปิดไม่ให้ terminal สามารถรับการติดต่อได้
คำสั่ง talk
ใช้ ติดต่อสื่อสารแบบสองทาง เหมือนกับการคุยโดยผู้ส่ง ๆ ไปแล้วรอการตอบกลับจาก ผู้รับ สามารถหยุดการติดต่อโดย Ctrl + c สามารถใช้ข้าม host ได้
รูปแบบ $ talk username@hostname
คำสั่ง pine
ใช้อ่านและส่งจดหมายข้างในจะมี menu ให้ใช้
คำสั่ง tar
ใช้ สำหรับ รวมไฟล์ย่อยให้เป็นไฟล์ Packet คล้ายๆกับการ zip หลายๆไฟล์ให้เป็นไฟล์เดียวแต่ขนาดไฟล์ไม่ได้ลดลงอย่างการ zip โดยไฟล์ output ที่ได้จะตั้งชื่อเป็น filename.tar หรือการแตกไฟล์ packet จาก filename.tar ให้เป็นไฟล์ย่อยมักจะใช้คู่กับ gzip หรือ compress เพื่อทำการลดขนาด packet ให้เล็กลง
รูปแบบการใช้
$ tar -option output input
-option ประกอบด้วย -cvf , -tvf , -xvf แสดงดังด้านล่าง
output คือ ไฟล์.tar หรืออาจจะเป็น device เช่น tape ก็ได้
input คือ ไฟล์หรือกลุ่มไฟล์หรือ directory หรือรวมกันทั้งหมดที่กล่าวมา
$ tar -cvf Output_file.tar /home/myhome/*
Option -cvf ใช้สำหรับการรวมไฟล์ย่อยไปสู่ไฟล์ .tar จากตัวอย่าง รวมไฟล์ทุกไฟล์ที่อยู่ใน /home/myhome/ เข้าสู่ไฟล์ชื่อ Output_file.tar
$ tar -tvf filename.tar
Option -tvf ใช้แตกไฟล์ .tar เป็นไฟล์ย่อยๆแบบ preview คือแสดงให้ดูไม่ได้แตกจริงอาจใช้คู่กับ คำสั่งอื่น เพื่อให้ได้ประโยชน์ตามต้องการ เช่น tar -tvf filename.tar |more
$ tar -xvf filename.tar
Option -xvf ใช้แตกไฟล์ .tar เป็นไฟล์ย่อยๆ โดยจะแตกลง ณ current directory
คำสั่ง gzip
ใช้ zip หรือ Unzip ไฟล์ packet โดยมากแล้วจะเป็น .tar เช่น
$ gzip filename.tar ผลที่ได้จะได้ไฟล์ซึ่งมีการ zip แล้วชื่อ filename.tar.gz
$ gzip -d filename.tar.gz ใช้ unzip ไฟล์ผลที่ได้จะเป็น filename.tar
คำสั่ง Compress และ Uncompress
หลังจากการ compress แล้วจะได้เป็นชื่อไฟล์เดิมแต่ต่อท้ายด้วย .Z การใช้งานเหมือนกับ gzip และ gzip -d เช่น
$ compress -v file.tar จะได้ไฟล์ชื่อ file.tar.Z โดย Option -v จะเป็นการ verify การ compress
$ uncompress -v file.tar.Z
Link คู่มือการใช้ Ubuntu
http://www.ubuntuclub.com/node/951
http://gotoknow.org/post/tag/ubuntu
วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
ไอ พี เฮดเดอร์
IP address จะเป็นหมายเลขที่กำหนดให้กับอุปกรณ์ต่างๆที่อยู่ใน network เพื่อให้แต่ละ nodes สามารถทำการสื่อสารกันได้ โดย IP address จะใช้เลขฐานสอง จำนวน 32 bits และแบ่งเป็นชุด 4 ชุด แต่ที่แสดงให้เราเห็นจะเป็นเลขเลขฐานสิบ จำนวน 4 ชุด เช่น 192.2.200.120 โดย IP address มีไว้เพื่อให้แสดงตัวตนของผู้ส่งและผู้รับ สำหรับ Internet Protocol ที่ใช้ในปัจจุบัน จะเป็น Version 4 หรือเรียกว่า IPv4 ใช้เลขฐานสอง จำนวน 32 bits และ Internet Protocol Version 6 หรือ IPv6 ซึ่งใช้เลขฐานสอง 128 bit
IP version 4 addresses
IPv4 จะใช้ 32-bit (4-byte) addresses, ซึ่งจะทำให้ได้ unique addresses ถึง 4,294,967,296 หมายเลข แต่จะมี IP address บางช่วงที่ถูกจอง เช่น สำหรับ private networks (ประมาณ 18 ล้าน addresses) หรือ multicast addresses (ประมาณ 270 ล้าน addresses) IPv4 addresses จะแสดงด้วยเลขฐานสิบ 4 ส่วน และแต่ละส่วนจะแบ่งกันด้วยจุด (.) แต่ละส่วนจะมี range ตั้งแต่ 0 ถึง 255 และแต่ละส่วนมีขนาด 8 bits ซึ่งจะเรียกว่า “octet”
IPv4 address networks
IP address จะแสดงถึงโครงสร้างของ network numbers และ host numbers ใน octet แรก หรือ 8 bits แรก ของ IP address จะแสดงถึง “network number” และส่วน octet ที่เหลือจะให้สำหรับ host numbering ในแต่ละ networkspecific ของ IP protocol ถูกกำหนดโดย classful network architecture
Classful network จะใช้ 3 bitsแรกของ octet ที่สำคัญๆ ของ IP address ในการแบ่ง “class” ของ address เพื่อใช้แทน network number ซึ่งวิธีการแบ่งแต่ละ class จะเป็นดังนี้
IPv6 คืออะไร ?IPv6 ย่อมาจาก "Internet Protocol Version 6" ซึ่งจะเป็น Internet protocol รุ่นต่อไป ออกแบบและคิดค้นโดย IETF เพื่อที่จะนำมาใช้แทน Internet Protocol รุ่นปัจจุบันคือ IP Version 4 ("IPv4")
ปัจจุบันนี้ส่วนใหญ่ เราจะใช้ IPv4 ที่มีอายุเกือบ 20 ปีแล้ว และเริ่มจะมีปัญหาคือ IPv4 addresses กำลังใกล้จะหมด เนื่องจากมีเครื่องคอมพิวเตอร์ใหม่ ๆ ที่ต้องการจะต่อกับ Internet เพิ่มขึ้นทุกวัน
IPv6 จึงถูกคิดขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดใน IPv4 เช่น เพิ่มจำนวน IP address ที่ใกล้จะหมด และได้เพิ่มความสามารถ บางอย่างให้ดีขึ้นกว่า IPv4 ด้วย เช่นความสามารถในด้าน routing และ network autoconfiguration
IPv6 ถูกกำหนดให้แทนที่ IPv4 แบบค่อยเป็นค่อยไป คือช่วงระหว่างการเปลี่ยนจาก IPv4 เป็น IPv6 คงใช้เวลาหลายปี จะต้องให้ IP ทั้งสองเวอร์ชั่นทำงานร่วมกันได้ เครื่องไหนเปลี่ยนเป็น IPv6 แล้วก็ต้องให้ IPv4 เข้าใช้บริการได้
IPv4 addresses ก่อนIPv4 ที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน เช่น 192.168.1.1 หรือ 203.97.45.200 มาจากเลขฐานสอง(มีเลข 1 กับเลข 0 เท่านั้น) จำนวน 32 บิท ตัวอย่าง
110000001010100000000001000000001
ถ้าเป็น IP แบบนี้ IP เดียว คงจะพอจำได้ แต่เวลาอ้างถึง IP คงจะบอกกัน หนึ่ง หนึ่ง ศูนย์ ศูนย์.......... เป็นที่ลำบาก ทั้งคนบอกและคนฟัง เพื่อให้สื่อถึงกันได้ง่ายขึ้น จึงใช้วิธีเปลี่ยนเป็นเลขฐานสิบ ที่เราคุ้นเคย แต่ถ้าเปลี่ยนทีเดียวทั้ง 32 บิท เป็นเลขฐานสิบแล้ว ก็ยังเป็นจำนวนสูงมาก ยากที่จะจดจำเช่นกัน จึงใช้แบ่งเลขฐานสอง 32 บิทที่ว่าเป็นช่วง ๆ ช่วงละ 8 บิท 4 ช่วง จากนั้นก็แปลงเลขฐานสอง 8 บิทเป็นเลขฐานสิบแต่ละช่วงคั่นด้วย "." อธิบายมากไป อาจจะงงเปล่า ๆ ดูตัวอย่างดีกว่า
ข้อสอบ 30ข้อ
1. IPv6 ย่อมาจากข้อใด
ก. Internet Protocol Versiones 6
ข. Internet Protocol Versiond 6
ค. Internet Protocol Versionee 6
ง. Internet Protocol Version 6 *
2. IPv 6 ถูกพัฒนาจาก IPv ใด
ก. IPv 4 *
ข. IPv 5
ค. IPv 6
ง. IPv 7
3. ระบบ IPv4 ในปัจจุบันยังใช้ลำดับชั้นของ
แอดเดรสเพื่อจำแนกอะไรสำหรับส่งไปใน
เครือข่ายบนอินเทอร์เน็ตแบ็กโบน
ก. ทราฟฟิก *
ข.ตราฟฟิก
ค.กราฟฟิก
ง.มราฟฟิก
4. เทคนิคการทำงานร่วมกันระหว่าง IPv4
และ IPv6 แบ่งออกเป็นกี่เทคนิค
ก.3 เทคนิค *
ข. 4 เทคนิค
ค.5 เทคนิค
ง.6 เทคนิค
5. การใช้งาน IPv4 และ IPv6 ควบคู่กัน
หรือที่เรียกว่าอะไร
ก. Fual stack
ข. Bual stack
ค. Eual stack
ง. Dual stack *
6.ข้อใดไม่ใช่เป็น การแบ่งประเภทของ IPV 6
ก.ขอมูล
ข. เทเบิล
ค.การจัดการโลแบคเซกเมนต์
ง.เส้นทางการส่งข้อมูล *
7. ทำการทดลองศึกษาวิจัยและ พัฒนา
ระบบการทำงานของระบบ ต้นแบบสำหรับ
เชื่อมต่อเครือข่าย IPv6 อัตโนมัติสำหรับผู้
ใช้ระดับครัวเรือน( IPv6 Tunnel Broker )
คือข้อใด
ก.วัตถุประสงค์ *
ข.ประโยชน์
ค.คำนิยาม
ง.หัวข้อ
8. IPv6 มีการกำหนดตำแหน่งที่อยู่ผู้ติดต่อ
และผู้รับการติดต่อเป็นกี่บิต
ก. 125 บิต
ข. 126 บิต
ค.127 บิต
ง.128 บิต *
9. IPV6 จะประกอบด้วยเลขฐานสองจำนวนเท่าไร
ก. 128 bit *
ข.127 bit
ค.126 bit
ง.125bit
10. IPv6 เพิ่มอะไร เพื่อที่จะบังคับขนาดของ
แพ็ตเก็ต IPv6 เท่านั้น
ก. molder
ข. Sracrer
ค. Hear
ง. Headers *
11. ใน IPv6 header อนุญาตให้อะไร
ทำการระบุและดูแลแพ็ตเก็ตที่ไหล
ก.Router *
ข.Routerse
ค.Routeredse
ง. Routeree
12. IPv6 มี field ของ header ใหม่
ซึ่งเป็นส่วนที่ต้องใช้ในการ
ประมวลผลของอะไร
ก. แพ็กเก็ต *
ข. ข้อมูล
ค. เส้นทาง
ง.ผิดทุกข้อ
13. IPv6 มีขนาดของ address คือกี่ไบต์
ก. 16 ไบต์ *
ข. 17 ไบต์
ค. 18 ไบต์
ง. ถูกทุกข้อ
14. การเคลื่อน IPv6 packet จาก segment
หนึ่งไปอีก segment หนึ่งมีความง่ายขึ้นด้วย
โครงสร้างการค้นหาเส้นทางใด
ก. แบบลำดับชั้น *
ข. แบบลำดับชั้น 1
ค. แบบลำดับชั้น 2
ง. แบบลำดับชั้น 3
15. การขอหมายเลข IP Address จะต้องไป
จดทะเบียนกับผู้รับจดทะเบียนอินเทอร์เน็ต
ระดับภูมิภาค หรือที่เรียกว่า
ก.RIR *
ข. RIO
ค. RIN
ง. RID
16. RIR ย่อมาจาก
ก.(Regional Internet Registrey)
ข.(Regional Internet Registreey)
ค.(Regional Internet Registessy)
ง.(Regional Internet Registry) *
17.การเชื่อมต่อแบบ Native IPv6
ภายในประเทศระหว่างกี่องค์กรหลัก
ก. 3 องค์กรหลัก *
ข. 4 องค์กรหลัก
ค. 5 องค์กรหลัก
ง. 6 องค์กรหลัก
18.โดยเครือข่ายต้นทางและปลายทางเป็น
การใช้งาน IPv6 ทั้งหมด (ปราศจาก IPv4)
เราเรียกการเชื่อมต่อลักษณะนี้ว่า
ก. IPv6-nativetinge network
ข. IPv6-nativeping network
ค. IPv6-nativegrs network
ง. IPv6-native network *
19. ประเทศในทวีปเอเชีย และทวีปอะไร
มีความตื่นตัวในการปรับเปลี่ยนเครือข่าย
มากกว่าประเทศในทวีปอเมริกาเหนือ
ก. ยุโรป *
ข.อเมริกาใต้
ค.อเมริกา
ง.ถูกทุกข้อ
20. รัฐบาลประเทศญี่ปุ่นและสาธารณรัฐเกาหลี ต่างให้
การสนับสนุนและผลักดันภาคเอกชน ให้หันมาให้บริการ IPv6
ในด้านใดมากขึ้น
ก. เชิงพาณิชย์ *
ข.เทคโนโลยี
ค.เรือ
ง.เครื่องบิน
21.ขอใดเป็นการแบ่งประเภทของ IPV 6
ก.ขอมูล
ข. เทเบิล
ค.การจัดการโลแบคเซกเมนต์
ง.ถูกทุกข้อ *
22.IP address จะใช้เลขฐานสองจำนวน 32 bits จะแบ่งออกเป็นกี่ชุด ในการแสดงให้เราเห็นเป็นเลขฐานสิบ
ก. 2 ชุด
ข. 3 ชุด
ค.4 ชุด*
ง.5 ชุด
23. Traffic Class
ก. ใช้ระบุว่าแพ็กเก็ตนี้อยู่ในกลุ่มใดและมีระดับความสำคัญเท่าไหร่เพื่อที่เราเตอร์จะจัดลำดับขั้นการส่งแพ็กเก็ตให้เหมาะสม *
ข. ใช้ระบุลักษณะการไหลเวียนของทราฟฟิก ระหว่างต้นทางกับปลายทาง
ค.ใช้เป็นตัวบอกว่า extended header ตัวถัดไปเป็นเฮดเดอร์ประเภทไหน
ง.ไม่มีข้อใดถูก
24. Flow label
ก. ใช้ระบุว่าแพ็กเก็ตนี้อยู่ในกลุ่มใดและมีระดับความสำคัญเท่าไหร่เพื่อที่เราเตอร์จะจัดลำดับขั้นการส่งแพ็กเก็ตให้เหมาะสม
ข. ใช้ระบุลักษณะการไหลเวียนของทราฟฟิก ระหว่างต้นทางกับปลายทาง*
ค.ใช้เป็นตัวบอกว่า extended header ตัวถัดไปเป็นเฮดเดอร์ประเภทไหน
ง.ไม่มีข้อใดถูก
25.อินเทอร์เน็ตส่วนประกอบสำคัญของอินเทอร์เน็ตโพรโตคอลได้แก่
ก. ตัวเครื่อง
ข. รหัสเครื่อง
ค.ไอพีแอดเดรส*
ง. ซอฟแวร์
26.ข้อใดไม่ใช่ประโยชน์จากการใช้บริการ ADSL
ก. ท่านสามารถคุยโทรศัพท์พร้อมกันกับการ Access ใช้งานอินเทอร์เน็ตได้พร้อมกัน ด้วยสายโทรศัพท์เส้นเดียวกัน โดยไม่หยุดชะงัก
ข. ท่านสามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตด้วยความเร็วเป็น 140 เท่าเมื่อเทียบกับการใช้ Modem แบบ Analog ธรรมดา
ค.การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตของท่านจะถูกปิดเมื่อมีการใช้งานมากเกินไป*
ง.การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตของท่านจะถูกเปิดอยู่เสมอ (Always-On Access)
27. Full-Rate ADSL
ก.เป็น ADSL ที่สามารถส่งถ่ายข้อมูลข่าวสารได้สูงถึง 1.5 เมกกะบิตต่อวินาที ขณะที่กำลัง Download ความเร็วขนาดนี้ คิดเป็น 25 เท่าเมื่อเทียบกับการใช้ Modem แบบ Analog ขนาด 56K และคิดเป็น 50 เท่าเมื่อเทียบกับการใช้ Modem ความเร็ว 28.8K
ข. เป็นผู้ให้บริการ ADSL สามารถให้บริการ ที่ความเร็วต่ำขนาด 256K ด้วยค่าใช้จ่ายต่ำ
ค.การจัดการโลแบคเซกเมนต์
ง.เป็น ADSL ที่มีศักยภาพในการส่งถ่ายข้อมูลข่าวสาร ที่ความเร็ว 8 เมกกะบิต ต่อวินาที *
28. G.Lite ADSL
ก.เป็น ADSL ที่สามารถส่งถ่ายข้อมูลข่าวสารได้สูงถึง 1.5 เมกกะบิตต่อวินาที ขณะที่กำลัง Download ความเร็วขนาดนี้ คิดเป็น 25 เท่าเมื่อเทียบกับการใช้ Modem แบบ Analog ขนาด 56K และคิดเป็น 50 เท่าเมื่อเทียบกับการใช้ Modem ความเร็ว 28.8K *
ข. เป็นผู้ให้บริการ ADSL สามารถให้บริการ ที่ความเร็วต่ำขนาด 256K ด้วยค่าใช้จ่ายต่ำ
ค.การจัดการโลแบคเซกเมนต์
ง.เป็น ADSL ที่มีศักยภาพในการส่งถ่ายข้อมูลข่าวสาร ที่ความเร็ว 8 เมกกะบิต ต่อวินาที
29.วงจรของ ADSL จะเชื่อมต่อ ADSL Modem ที่ทั้งสองด้านของสายโทรศัพท์ ทำให้มีการสร้างช่องทางของข้อมูลข่าวสาร ได้กี่ช่องทาง
ก. 2 ช่อง
ข. 3 ช่อง*
ค.4 ช่อง
ง.5 ช่อง
30. CAP จะแบ่งสายโทรศัพท์ออกเป็นกี่ส่วน
ก. 2 ส่วน
ข. 3 ส่วน*
ค.4 ส่วน
ง.5 ส่วน







